GREEN WALAILAK UNIVERSITY

The Green University for Happiness.

Green University Management Activities

Previous
Next
ม.วลัยลักษณ์ อันดับ 1 มหาวิทยาลัยสีเขียวของภาคใต้
UI GreenMetric World University Ranking ได้ประกาศการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยสีเขียวโลก ปี 2020 แล้วเมื่อคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2563 จากจำนวน 912 มหาวิทยาลัยใน 84 ประเทศทั่วโลก ผลปรากฏว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับการจัดอันดับที่ 16 ของประเทศ และอันดับที่ 219 ของโลก ด้วยคะแนนรวม 6,650 คะแนน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 2019 ที่ได้รับการจัดอันดับที่ 23 ของประเทศ และ 391 ของโลก คะแนนรวม 4,975 คะแนน จะเห็นได้ว่า ทั้งอันดับของประเทศที่ขยับเลื่อนดีขึ้น 7 อันดับ อันดับของโลกขยับเลื่อนดีขึ้น 172 อันดับ คะแนนรวมเพิ่มขึ้นถึง 1,675 คะแนน มีคะแนนเพิ่มขึ้นในทุกหมวดจากทั้งหมด 6 หมวด เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 1 ในภาคใต้

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยลัยลักษณ์ โดย ศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี ได้ทำการส่งข้อมูลเพื่อเข้ารับการจัดอันดับ  THE Impact Rankings  เป็นครั้งแรก โดยการดำเนินภารกิจด้านการพัฒนาแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals ของ United Nation  ที่ THE (Times Higher Education) ได้นำมาเป็นตัวชี้วัดหลักนั้น ได้รับการบรรจุอยู่ในนโยบายหลักของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อยู่แล้ว โดยมหาวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญกับการลดของเสีย การประหยัดพลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อม มาอย่างต่อเนื่อง

การสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อรับการจัดอันดับในครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยที่สอดคล้องตามเกณฑ์ในระดับมาตรฐานสากลที่ถูกกำหนดโดย Times Higher Education นับเป็นความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยในการยกระดับองค์กรให้มีมาตฐานรองรับ โดยผลการจัดอันดับจะประกาศในวันที่ 22 เมษายน 2564

โอกาสนี้ ศูนย์กิจการนานาชาติ ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล และ นำเข้าข้อมูลในระบบ THE Impact Rankings ขอขอบคุณผู้บริหารและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ( ศบว ศบศ ศนร อทว สวส สวน ศบส ทมอ สสอ กนศ โครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว คณบดีสำนักวิชาและวิทยาลัย หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศต่างๆ ) ในการเตรียมข้อมูลและหลักฐานและสนับสนุนการทำงานในทุกรูปแบบในระยะเวลาที่จำกัดมากๆในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการยื่นข้อมูลในปีนี้ มวล ได้ submit ทั้งหมด 7 SDGs ที่วิเคราะห์แล้วว่า มวล มีผลการดำเนินงานที่สอดคล้องตามเกณฑ์และมีหลักฐานเพียงพอ คือ SDG2: Zero Hunger, SDG3: Good Health and Well-being, SDG4: Quality Education, SDG6: Clear Water and Sanitation, SDG9: Industry, Innovation and Infrastructure, SDG14: Life Below Water และ SDG17: Partnerships for the Goals

https://dlb.wu.ac.th/2020/11/27/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%AA/

สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งรวี จิตภักดี สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการบริการ สำนักวิชาการจัดการ จัดกิจกรรมเชิงบูรณาการระหว่างการพัฒนางานด้านสาธารณสุขและการท่องเที่ยว ณ ศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าและประมงชายฝั่งบ้านในถุ้ง อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช กิจกรรมนี้มีนักศึกษาจากสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์และสำนักวิชาการจัดการเข้าร่วมทั้งสิ้น 87 คน โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนในรายวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้ค้นหาศักยภาพในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในมิติที่ผสานกับงานด้านสาธารณสุข ด้วยเครื่องมือ 4D (Discovery, Dream, Design, Deliver) และเสนอแนะแนวทาง การพัฒนางานด้านสาธารณสุขที่สามารถยกระดับการท่องเที่ยวของพื้นที่

โดยกิจกรรมในนี้มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วาริท เจาะจิตต์ คณบดีสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ กล่าวต้อนรับผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงการให้โอวาทกับนักศึกษา และได้รับเกียรติจาก นางพิชญ์สินี ทัศน์นิยม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช บรรยายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงการท่องเที่ยวของประเทศไทย ภายหลังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมถึงมาตรฐาน SHA (Amazing Thailand Safety and Health Administration) หรือแผนการดำเนินงานโครงการมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ต่อด้วยการบรรยายเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าและประมงชายฝั่งบ้านในถุ้ง โดยนายเจริญ โต๊ะอิแต (บังมุ) ผู้นำประมงพื้นบ้าน และในลำดับสุดท้ายคือการลงสำรวจพื้นที่ เพื่อค้นหาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว และการนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของนักศึกษา โดย ผศ.ดร.รุ่งรวี จิตภักดี และผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงคณาจารย์ ได้ร่วมรับฟังการนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของนักศึกษา

https://www.wu.ac.th/th/news/18863 

อุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) จัดพิธีเปิดสวนกล้วยฯ  “เรียนรู้ คู่ ชม ชิม กล้วย@อุทยานพฤกษศาสตร์” รวบรวมพันธุ์กล้วยของไทยและต่างประเทศ เกือบ 100 สายพันธุ์  สนองโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตรแก่ผู้สนใจ


          วันนี้ (26 ตุลาคม 2563) ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. เป็นประธานในพิธีเปิดสวนกล้วยฯ ภายใต้กิจกรรม “เรียนรู้ คู่ ชม ชิม กล้วย @อุทยานพฤกษศาสตร์” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งรวี จิตรภักดี กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา มวล. และแขกผู้มีเกียรติในอำเภอท่าศาลาและจังหวัดนครศรีธรรมราชเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ สวนกล้วยฯอุทยานพฤกษศาสตร์ มวล.

 


          โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี กล่าวว่า แนวคิดหลักของการจัดทำโครงการอุทยานการศึกษา มวล. คือ การใช้พื้นที่ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ตามอัธยาศัยและตลอดชีวิต ทั้งในและนอกระบบ เน้นการสร้างความหลากหลาย ดุลยภาพและความตระหนักในคุณค่าของสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ  โดยเฉพาะกล้วยในประเทศไทยมีหลากหลายชนิด หลากหลายสายพันธุ์ จึงให้แนวคิดกับอุทยานพฤกษศาสตร์ไปพัฒนาพื้นที่และรวบรวมพันธุ์กล้วย เพื่อสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)  อีกทั้งยังเป็นทรัพยากรของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวให้กับเยาวชนและผู้สนใจทั่วประเทศ ปัจจุบันอุทยานพฤกษศาสตร์ได้รวบรวมพันธุกรรมพืชกล้วยในเมืองไทยไว้ได้เกือบ 100 สายพันธุ์ จำนวน 292 ต้น เช่น กล้วยสาวกระทืบหอ กล้วยน้ำนม กล้วยนาก กล้วยร้อยหวี กล้วยช้าง กล้วยเทพรส กล้วยพม่าแหกคุก กล้วยนมสาว เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นพันธุ์กล้วยหายาก เพื่อทำการศึกษาและขยายพันธุ์ต่อไป


          ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ  กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ มวล.ยังมีโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์อุทยานพฤกศาสตร์ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์และรวบรวมพันธุกรรมพืชภาคใต้  ทั้งพันธุ์ไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับที่สวยงาม พันธุ์กล้วยไม้ กระบองเพชร ขิง ข่า สมุนไพร รวมทั้งการศึกษาและจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แสดงวิถีชีวิตของชนเผ่ามานิ การก่อสร้าง Canopy Walkway ทางเดินลอยฟ้าชมธรรมชาติแบบพาโนรามา เป็นต้น ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะสามารถทยอยเปิดให้บริการเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้ได้ในเร็วๆนี้    

https://www.wu.ac.th/th/news/18771

ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับชาวนคร “ปลูกต้นไม้ปฐมฤกษ์” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดีแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ม.วลัยลักษณ์ โดย อุทยานพฤกษศาสตร์และศูนย์สมาร์ทฟาร์ม จัดกิจกรรม“ปลูกต้นไม้ปฐมฤกษ์” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดีแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ภายใต้โครงการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา ม.วลัยลักษณ์ พร้อมด้วยแขกผู้เกียรติ จากภาคส่วนต่างๆ ในอำเภอท่าศาลาและจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกิจกรรม เมื่อวัน 6 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ณ บริวเณอุทยานพฤกษศาสตร์

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม ร่มรื่นด้วยแมกไม้ บนเนื้อที่กว่า 9,500 ไร่ และความมุ่งมั่นที่จะเป็น Green University ซึ่งรวมไปถึงการกำจัดขยะ การรักษาน้ำ การขนส่งภายใน การคมนาคม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆร่วมด้วย โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเข้าประกวดมหาวิทยาลัยสีเขียว ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นโครงการที่มีมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าร่วมกว่า 200 มหาวิทยาลัยทั่วโลก หากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สามารถติดอันดับต้นๆ ของประเทศ หรือระดับนานาชาติได้ ก็จะถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันที่มาร่วมกันสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับ ม.วลัยลักษณ์

การจัดโครงการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 ในครั้งนี้ จึงเป็นโครงการที่เปี่ยมล้นคุณค่า ทั้งคุณค่าทางด้านจิตใจ ที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนในการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และคุณค่าทางกายภาพ ที่ต้นไม้ซึ่งปลูกในโครงการ จะนำมาซึ่งความร่มรื่นของพื้นที่รวมถึงการบรรลุเป้าหมายพัฒนาภูมิทัศน์ของมหาวิทยาลัย ให้มีความสวยงามร่มรื่นด้วยต้นไม้สืบไป ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติกล่าว

อาจารย์ ดร.ไพโรจน์ นวลนุ่ม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสังคมและกิจการพิเศษ ในฐานะประธานกรรมการโครงการ กล่าวว่า โครงการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดีแด่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมทั้งเพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ส่วนราชการและภาคประชาสังคม ได้มีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

จากนั้น คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรเอกชน และบุคลากร ร่วมกันปลูกต้นรวงผึ้ง ซึ่งเป็น

ต้นไม้ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และต้นพะยอม ซึ่งได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำเป็นอย่างดี จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช)

https://www.wu.ac.th/th/news/13830

Walailak go Green

Play Video
Play Video
Play Video